มาสเตอร์ทีม ที่ปรึกษา ประกันภัย รับอนุญาต กลุ่มวิศวกร ที่มีพื้นฐานอาชีพ เป็นผู้ออกแบบระบบ เป็นผู้เชี่ยวชาญ ประกันภัยชนิดพิเศษ

04-05-2017
โครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ไม่ต้องรอ”

ทำได้จริงไหม ? บริษัทประกันภัยจะรับผิดชอบหรือไม่?

ที่มาของโครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ” เรื่องนี้มีที่มาจากนโยบายของรัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ที่ได้รับทราบถึงปัญหาด้านการจราจรที่ติดขัดอย่างหนักด้วยปริมาณรถที่มีจำนวนมากเพิ่มขึ้น การจราจรติดขัดนั้นทำให้ประเทศชาติสูญเสียอย่างมากมายทั้งทางด้าน และเศรษฐกิจ สังคม โดยมอบหมายท่าน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินการแสวงหาแนวทางในแก้ไขปํญหาการจราจรให้ได้ผลโดยเร็วในทุกด้าน ซึ่งแน่นอนครับผู้ที่มีบทบาทสำคัญสำหรับการจราจรนั้นก็คือตำรวจ เนื่องจากเป็นเจ้าพนักงานจราจร ซึ่งจะต้องมีหลายมาตรการที่ต้องดำเนินการแก้ไข ...มาตรหนึ่งที่จะสามารถแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดได้นั้นคือ การแก้ไขปํญหาจากการจราจรติดขัดอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถนำภาพตามได้เลยนะครับ ว่าหากมีรถยนต์สองคัน ขับมาคนละช่องทางแล้วมีคันหนึ่งเปลี่ยนช่องทางแล้วไปเบียดรถอีกคันหนึ่ง สิ่งเกิดขึ้นคือรถสองคันจอดรถแล้วลงมาเถียงกันและรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือ เจ้าหน้าที่เคลมของบริษัทประกันภัยมาจัดการเรื่องให้..นั้นก็หมายความว่าทั้งสองคันก็จะจอดรถที่เฉี่ยวชนกันนั้นคาไว้ในที่เกิดเหตุ ปัญหาที่ติดตามมาคือ รถที่ขับตามท้ายมาทั้งสองช่องทางต้องเบี่ยงรถออกซ้ายออกขวาทำให้รถอื่นๆที่ตามหลังมาชะลอและเบี่ยงออกตามๆกันไปทำให้ พื้นผิวจราจรต้องเสียไปทั้งสองช่องทาง ถนนถูกบีบกลายเป็นคอขวด การจราจรติดขัดต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ในทันที..นี่แหละครับคือต้นตอของปัญหา แล้วจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?...ในธุรกิจประกันภัยรถยนต์โดยสมาคมประกันวินาศภัยไทยนั้นเขาได้เห็นปัญหานี้มานานแล้วและได้มีความพยายามที่จะช่วยลดปัญหาดังกล่าว ได้มีความพยายามทำความตกลงกันในมวลสมาชิกประกันภัยด้วยกันว่าหากรถที่ชนกันมีประกันภัยทั้งทั้งสองคันชนกันแล้วการสรุปว่าใครผิดใครถูกนั้นให้ผู้ขับขี่รถทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้เลย โดยให้มีการลงนามในเอกสารของใครของมันแล้วก็แลกเอกสารกัน ที่คิดว่าทุกท่านคงเคยได้ยินมาแล้วที่เรียกว่า “ชนแล้วแยก แลกใบเคลม” หรือยิ่งไปกว่านั้นยังมีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างกันอีกว่าจะมีการสละสิทธิ์ในการเรียกต้องค่าเสียหายต่อกันอีก ที่มีชื่อว่า “น็อค ฟอร์ น็อค” เพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดทำให้ลูกค้าต้องเสียเวลา และ เท่าที่ทราบคือมีการทำข้อตกลงในเรื่องเหล่านี้มายาวนานแล้วแต่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากมีปํญหาในหลายประการ...จากจุดนี้แหละครับที่ทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เคยรับรู้ถึงเรื่องข้อตกลงที่มีอยู่ของระบบประกันภัย จึงได้มีการประชุมหารือร่วมกันกับทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยและมีการแต่งตั้งคณะทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยนำกรอบความตกลงที่มีอยู่นั้นมาขยายเพื่อให้ได้ผลในทางปฏิบัติมากขึ้นโดยต้องมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก นำมาใช้กับรถยนต์ทุกประเภท เมื่อเกิดเหตุแล้วแยกย้ายกันออกจากพื้นผิวจราจรได้ทันทีหรือโดยเร็วโดยไม่ต้องรอพนักงานเคลมหรือตำรวจ จึงเป็นที่มาของโครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ” ซึ่งมีการลงนามในบันทึกความร่วมมือ เรื่อง ความร่วมมือเพื่อใช้ระบบการประกันภัยแก้ไขปัญหาจราจร ขึ้น ระหว่างบริษัทประกันภัย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย สมาคมประกันวินาศภัยไทย เป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมาโดยมีหลักเณฑ์และแนวทางปฏิบัติดังนี้

หลักเกณฑ์ของโครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ”

1.ใช้เฉพาะกรณีที่รถยนต์เฉี่ยวชนกัน เสียหายเล็กน้อย ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

2.รถยนต์ที่เฉี่ยวชนกันนั้นมีการเอาประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ(ทุกประเภท)

3.ผู้ขับขี่ทั้งสองที่เฉี่ยวชนกันนั้นต้องตกลงกันได้ว่าใครเป็นฝ่ายผิด-ใครเป็นฝ่ายถูก

แนวทางปฏิบัติ ในโครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ” มีสาระสำคัญ ดังนี้

1.เมื่อรถยนต์เฉี่ยวชนกัน สิ่งที่ผู้ขับขี่ทั้งสองฝ่ายต้องทำคือ การถ่ายภาพหรือบันทึกภาพจะเป็นภาพนิ่งหรือภาพวีดิโอก็ได้ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นการเกิดเหตุโดยให้ทำการถ่ายภาพเป็นสองระยะ คือ

��������1.1.ถ่ายภาพระยะไกลหรือมุมกว้าง ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพเหตุการที่รถชนกัน ,สภาพพื้นถนนและช่องทางการเดินของรถ และ ให้เห็นป้ายทะเบียนรถ

��������1.2.ถ่ายภาพระยะใกล้ โดยการถ่ายตำแหน่งความเสียหายของตัวรถที่ชนกัน ให้เห็นป้ายทะเบียน ทั้งสองฝ่าย

2.ให้ทั้งสองฝ่ายทำการตกลงกัน ว่าใครผิด-ใครถูกโดยยึดถือตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกเป็นกรอบในการตัดสินว่าใครผิดใครถูก ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีแก่ใจอยู่แล้วว่าใครผิดใครถูกอย่างไร

3.เมื่อตกลงกันได้แล้ว ให้ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายออกจากพื้นผิวจราจรจากสถานที่ที่รถชนกันนั้นเข้าข้างทางริมถนนเพื่อเปิดพื้นผิวช่องทางจราจรให้รถอื่นไช้ทางได้ต่อไปโดยเร็ว

4.เมื่อรถแยกเข้าข้างทางแล้วให้ทั้งสองโทรศัพท์หาบริษัทประกันภัยของตนเองเพื่อแจ้งเหตุ ซึ่งจะมีพนักงานรับเรื่องและให้คำแนะนำว่าต้องปฏิบัติอย่างไรแต่ละกรณีดังนี้

��������4.1.กรณีทั้งสองฝ่ายนั้นมีประกันภัยด้วยกันทั้งคู่และมีเอกสารชนแล้วแยกอยู่ในรถก็จะแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายนั้นต่างฝ่ายต่างกรอกรายละเอียดลงในแบบเอกสารชนแล้วแยกตามที่กำหนด ฝ่ายไหนผิดก็กาในช่องฝ่ายผิดส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายถูกก็กาลงในช่องฝ่ายถูกและลงลายมือชื่อในเอกสารของตนเอง จากนั้นจึงให้ทำการแลกเอกสารกัน และแยกย้ายกันไปทำงานหรือไปทำธุระต่างได้ทันทีไม่ต้องรอพนักงานเคลม หรือ

��������4.2. กรณีหากทั้งสองฝ่ายนั้นมีประกันภัยด้วยกันทั้งคู่ แต่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่มีเอกสารชนแล้วแยก หรือ ไม่มีเอกสารชนแล้วแยก เลยทั้งสองฝ่ายก็อาจเสียเวลาอีกนิดหน่อยที่บริษัทประกันภัยจะต้องทำการตรวจสอบความคุ้มครองของรถทั้งสองคัน และประสานระหว่างบริษัททั้งสอง ก่อนที่จะออกเลขรับแจ้งเหตุให้แต่ละฝ่ายจากนั้นก็สามารถแยกย้ายกันไปทำงานหรือไปทำธุระต่างได้ทันทีไม่ต้องรอพนักงานเคลม

ทั้งนี้กรณีที่รถที่เกิดเหตุเฉี่ยวชนกันนั้นไม่มีการเอาประกันภัยภาคสมัครใจ หรือคันหนึ่งคันใดมีประกันภัย แต่อีกคันหนึ่งไม่มีประกันภัย ก็จะต้องรอพนักงานเคลมหรือตำรวจมาจัดการให้ตามปกติต่อไป โดยเมื่อตกลงกันได้และมีการถ่ายรูปแล้วก็สามารถแยกออกมารอข้างทางไม่ให้กีดขวางการจราจรได้เช่นกัน

การดำเนินการภายใต้โครงการดังกล่าวนี้ ไม่ต้องรอการดำเนินการของพนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย โดยผู้เอาประกันภัย และคู่กรณียอมรับหลักฐานตามภาพถ่าย เพื่อใช้เป็นหลักฐานการแสดงข้อเท็จจริงประกอบการตกลงกันของทั้งสองฝ่ายโดยจะไม่โต้แย้งซึ่งกันและกัน อีกทั้งบริษัทประกันภัยจะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุดังกล่าว

ประการที่สำคัญโครงการนี้จะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงแนวทางปฏิบัติและการสร้างความมั่นใจ โดยทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมประกันวินาศภัยไทย จะต้องร่วมมือกันในการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปรับรู้ และ การสร้างความเข้าใจระหว่างกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ เจ้าหน้าที่หรือพนักงานของบริษัทประกันภัย

การใช้ระบบประกันภัยรถยนต์ตามโครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ” นี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาการจราจรได้ตามเจตนารมย์ได้อย่างแท้จริงหากรถยนต์ทุกคันมีการประกันภัยภาคสมัครใจไม่วว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม

ที่มา : บทความธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 347 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2560

ภาพประกอบ จาก postoday

 
 
บริษัท มาสเตอร์ทีม จำกัด (ที่ปรึกษาประกันภัยรับอนุญาต)
31 ถนนกำแพงเพชร 5 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 02-2796151-2,081-466-1293-5 โทรสาร : 02-2792077
http://www.masterteam.co.th